วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การเริ่มดำเนินการ R2R ควรเริ่มจากอะไร



การเริ่มดำเนินการ R2R ควรเริ่มจาก
  • ปัญหา/คำถามวิจัยที่ได้จากหน้างานหรืองานประจำที่ตนเองทำและรับผิดชอบดำเนินการอยู่ 
  • มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหา พัฒนา ต่อยอด หรือขยายผลงานที่ทำอยู่อย่างไร
  • ใช้กระบวนการพิสูจน์หาคำตอบของคำถามนั้นด้วยวิธีการที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ข้อมูลที่ได้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ใช้สำหรับการตัดสินใจในการพัฒนาคน พัฒนางานในระบบสุขภาพ
  • เป็นงานเสรีทางวิชาการและสามารถประยุกต์ใช้กับ งานประจำ
  • เป็นเครื่องมือการพัฒนาคนให้รู้จักพัฒนาฐานข้อมูล   รู้จักใช้ข้อมูลและสามารถคิดเชิงระบบ
  • ไม่ควรยึดติดรูปแบบการวิจัย แต่ควรถูกต้องตามหลักวิชาการ
  • เป็นเครื่องมือในการเปิดพื้นที่สำหรับแนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน
  • เป็นเครื่องมือในการสร้างเสริมศักยภาพ ทำให้เข้าใจสภาวะแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยรอบตัวมากขึ้น
  • ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ทั้งหมด แต่ต้อง เป็นการค้นคว้าแล้วมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบท
  •  ควรมีผลงานที่ตีพิมพ์เผยแพร่เพื่อทำให้ผู้อื่นร่วมเรียนรู้ได้
  • เป็นเครื่องมือในการสร้างระบบพี่เลี้ยงในการทำวิจัย และเอื้อเฟื้อกันในการทำงาน
  • เป็นเครื่องมือที่ช่วยคนงานในการสร้างความรู้ และสามารถ ย้อนกลับมาช่วยงานประจำที่ทำอยู่
        แนวทางปฏิบัติของ R2R อาจเริ่มจากคนเดียว สามารถได้ แต่จะมีพลังมากขึ้นหากร่วมกันทำเป็นทีม   แต่ที่สำคัญคือ ต้องมีใจ มีภาวะผู้นำและมีคนช่วยย่อยความรู้ ให้เกิดการถ่ายทอดความรู้
          การทำให้เกิดวัฒนธรรมขององค์กรในเรื่องการสร้างความรู้ อาจเริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆ  ต้องทำให้ง่าย และเกิดความเป็นมิตร เปิดช่องทางการสนับสนุนที่เป็นช่องที่คนเข้าถึงได้ง่าย

          กระบวนการ R2R
          ในการทำกิจกรรม R2R สามารถใช้การจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นเครื่องมือ
          เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ด้านการวิจัย โดยจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคด้านการวิจัย
          เรียนรู้วิธีการปรับปรุงการดูแลผู้ป่วย หรืองานอื่นๆ
          การค้นหาโจทย์วิจัยมาจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และวิเคราะห์ปัญหาที่มาจากการทำงานประจำของตนเองและหน่วยงาน

            องค์ประกอบของ R2R มี 4 ส่วน
            1.  โจทย์วิจัย  ต้องมาจากงานประจำ เป็นการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานประจำ   
            2.  ผู้ทำวิจัย ต้องเป็นผู้ทำงานประจำนั้นเอง
            3.  ผลลัพธ์ของการวิจัย ต้องวัดผลที่เกิดต่อตัวผู้ป่วยหรือบริการที่มีผลต่อผู้ป่วยโดยตรง ไม่ใช่ตัวชี้วัดทุติยภูมิเท่านั้น
            4.  การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์  ผลการวิจัยต้องวนกลับไปก่อผลเปลี่ยนแปลงต่อการให้บริการผู้ป่วยโดยตรง หรือต่อการจัดบริการผู้ป่วย

            ผลลัพธ์ R2R
            •  คุณภาพการบริการ เช่น การดูแลผู้ป่วยมีผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น
            •  คนทำงานประจำเก่งขึ้น (คิดเก่ง + สื่อสารให้คนอื่นฟังดีขึ้น) มีความสุขมากขึ้น
            •  รายงานผลการวิจัย 
            ความสำคัญของ R2R
            •   สนับสนุนให้เกิด Evidence based decision making  (EBD) ลดความขัดแย้งในกระบวนการตัดสินใจที่ยึดความเชื่อส่วนตัว และนำไปสู่การพัฒนาองค์การอย่างต่อเนื่อง
            •   สนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อการตัดสินใจ
            •   พัฒนาศักยภาพบุคลากรในระบบ

            ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการขยาย R2R
            1.  ความเข้าใจ/ความเชื่อผิดๆ เช่น มองเรื่องการวิจัยเป็น   เรื่องยาก
            2.  การขาดความรู้/ผู้สนับสนุนทางวิชาการที่จำเป็น
            3.  ผู้บริหารบางหน่วยงานไม่เห็นความสำคัญ/ไม่สนับสนุน

            ความคาดหวัง R2R ในอนาคต
            •  สร้างความเข้มแข็งของบุคลากร R2R : ผ่านการจัดประชุม  การประกวดและมอบรางวัล การสังเคราะห์บทเรียน
            •  จัดตั้งเครือข่ายการเรียนรู้ R2R
            •  พัฒนาเป็นเครือข่าย R2P (Research to Policy)


            สาระดีๆ

            99IT